วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2556


สถานการณ์เนื้อที่ป่าไม้ในแต่ละภาค

ข้อมูลในปี 2552 พบว่าพื้นทีป่าภาคเหนือมีเนื้อที่ป่าเหลืออยู่ 56.04 % (95,074.7 ตารางกิโลเมตร) ลดลง 12.5 % ของพื้นที่ภาค พื้นที่ป่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีเนื้อที่ป่าเหลืออยู่ 16.32 % (27,555.5 ตารางกิโลเมตร) ลดลง 25.67 % ของพื้นที่ภาค ภาคตะวันออกมีเนื้อที่ป่าเหลืออยู่ 21.01 % (8,033.4 ตารางกิโลเมตร) ลดลง 36.97 % ของพื้นที่ภาค ภาคกลางมีพื้นที่ป่าเหลืออยู่ 29.81% (20,089.04 ตารางกิโลเมตร) ลดลง 23.1 % ของพื้นที่ภาค และภาคใต้มีเนื้อที่ป่าเหลืออยู่ 27.03 % (20,832 ตารางกิโลเมตร) ลดลง 14.3 % โดยภาคเหนือเป็นพื้นที่ที่ยังคงมีป่าไม้ปกคลุมมากที่สุดเกิน 50 %ของพื้นที่ ภาคกลาง ภาคใต้และ ภาคตะวันออก ยังคงเหลือพื้นที่ป่าไม้ปกคลุมมากกว่า 20 % ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นพื้นที่ที่มีป่าปกคลุมน้อยที่สุดไม่ถึง 20%

สถานการณ์การลดลงของเนื้อที่ป่าไม้รุนแรงที่สุดที่ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นภาคที่เนื้อที่ป่าไม้หายไปถึง 63.76 % และ 61.13 % ของที่เคยมีเมื่อปี 2504 ส่วนภาคกลางและภาคใต้เนื้อที่ป่าหายไป 43.65 % และ 34.59 % ของที่เคยมีเมื่อปี 2504 ขณะที่ภาคเหนือเนื้อที่ป่าหายไป 18.83 % ของที่เคยมีเมื่อปี 2504

ข้อมูลปี 52 เทียบเคียงกับ%เนื้อที่ป่าเทียบกับพื้นที่ประเทศไทยที่มีอยู่  33.44%  พบว่ามีเนื้อที่ป่าเหลืออยู่ในภาคต่างๆเรียงลำดับได้ในภาคเหนือมากที่สุดถึง 18.54 % ของเนื้อที่ประเทศไทย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5.37 % ของเนื้อที่ประเทศไทย ภาคกลาง 3.83 % ของเนื้อที่ประเทศไทย ภาคใต้ 3.73 % ของเนื้อที่ประเทศไทย และภาคตะวันออก 1.50 % ของเนื้อที่ประเทศไทย นั่นคือเนื้อที่ป่าไม้กว่าครึ่งหนึ่งเหลืออยู่ที่ภาคเหนือ 

สถานการณ์พื้นที่ป่าไม้เป็นรายจังหวัด 
จากการเปรียบเทียบเนื้อที่ป่าไม้ในแต่ละจังหวัด พบว่าในราว 50 ปีที่ผ่านมาสามารถแบ่งกลุ่มจังหวัดที่มีเนื้อที่ป่าไม้ปกคลุมพื้นที่จังหวัดออกได้เป็น 5 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้



1. จังหวัดที่เคยมีเนื้อที่ป่าไม้ปกคลุมมากกว่า 70 % ของพื้นที่ 

- ในภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร  เชียงใหม่ ตาก น่าน เพชรบูรณ์ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน อุตรดิตถ์ อุทัยธานี 
- ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดสกลนคร 
- ในภาคกลางได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์
- ในภาคใต้ ได้แก่จังหวัด ชุมพร พังงา  ระนอง และ สตูล 
โดยในปัจจุบันข้อมูลปี 2552 จังหวัดที่ยังคงเหลือเนื้อที่ป่าปกคลุมมากกว่า 70 % คือ เชียงใหม่ ตาก น่าน แม่ฮ่องสอน และ ลำปาง

2. จังหวัดที่มีเคยมีเนื้อที่ป่าไม้ปกคลุม 50-70 % ของพื้นที่ (รวมตรัง 49.80)
- ในภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย แพร่ พะเยา พิษณุโลก สุโขทัย
- ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่จังหวัด กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ นครพนม นครราชสีมา เลยหนองคาย
- ในภาคตะวันออก ได้แก่จังหวัดจันทบุรี  ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง
- ในภาคกลาง ได้แก่จังหวัดราชบุรี
- ในภาคใต้ ได้แก่ จังหวัด กระบี่ ตรัง ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี
โดยในปัจจุบันข้อมูลปี 2552 จังหวัดที่ยังคงเหลือเนื้อที่ปกคลุม 50-70 % คือ แพร่ พะเยา ลำพูน อุตรดิตถ์ อุทัยธานี กาญจนบุรี เพชรบุรี ระนอง

3. จังหวัดที่เคยมีเนื้อที่ป่าไม้ปกคลุม 25-50 %  ของพื้นที่

- ในภาคเหนือได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์
- ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้แก่ จังหวัดขอนแก่น บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ อำนาจเจริญ อุดรธานี อุบลราชธานี
- ในภาคกลาง ได้แก่ จังหวัด ลพบุรี สุพรรณบุรี 
- ในภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ยะลา
โดยในปัจจุบันข้อมูลปี 2552 จังหวัดที่ยังคงเหลือเนื้อที่ปกคลุม 25-50 % คือ เชียงราย เพชรบูรณ์ พิษณุโลก สุโขทัย ชัยภูมิ มุกดาหาร เลย จันทบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี นราธิวาส พังงา ภูเก็ต ยะลา สตูล สุราษฎร์ธานี

4. จังหวัดที่เคยมีเนื้อที่ป่าปกคลุม 1-25%
- ในภาคเหนือได้แก่จังหวัดพิจิตร
- ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้แก่จังหวัดมหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด หนองบัวลำภู
- ในภาคตะวันออก ได้แก่จังหวัดสระแก้ว
- ในภาคกลางได้แก่ จังหวัด ชัยนาท สระบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร 
- ในภาคใต้ได้แก่ จังหวัดปัตตานี พัทลุง สงขลา นราธิวาส
โดยในปัจจุบันข้อมูลปี 2552 จังหวัดที่ยังคงเหลือเนื้อที่ปกคลุมน้อยกว่า 25 % คือ กำแพงเพชร นครสวรรค์  กาฬสินธ์ ขอนแก่น นครพนม นครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานี อุบลราชธานี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง สระแก้ว  ชัยนาท ลพบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สระบุรี สุพรรณบุรี กระบี่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช ปัตตานี พัทลุง สงขลา

5. จังหวัดที่ไม่เคยมีเนื้อที่ป่าหรือเคยมีเนื้อที่ป่าปกคลุมไม่ถึง 1% 
ได้แก่ จังหวัด กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง โดยในปัจจุบันข้อมูลปี 2552 จังหวัดที่ไม่มีเนื้อที่ป่า หรือมีเนื้อที่ป่าปกคลุมไม่ถึง 1% คือ พิจิตร กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง

จากการศึกษาข้อมูลเนื้อที่ป่าไม้รายจังหวัด สามารถจัดกลุ่มจังหวัดที่มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อที่ป่าออกได้เป็น  4 ระดับ ดังนี้



สูญเสียเนื้อที่ป่าไม้รุนแรงมาก คือจังหวัดที่เคยมีเนื้อที่ป่าไม้มากกว่า 70 % ในอดีตแต่ในปัจจุบันลดลงไม่ถึง 25 % ของพื้นที่จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร สกลนคร และชุมพร สูญเสียเนื้อที่ป่าไม้อย่างรุนแรง คือจังหวัดที่เคยมีป่าไม้ปกคลุมมากกว่า 70% ในอดีตแต่ในปัจจุบันลดลงไม่ถึง 50% ได้แก่ จังหวัด เพชรบูรณ์ ประจวบคีรีขันธ์ พังงา สตูล และจังหวัดที่เคยมีป่าไม้ปกคลุมกว่า 50% แต่ในปัจจุบันลดลงไม่ถึง 25 % ได้แก่ จังหวัดกาฬสินธุ์ นครพนม นครราชสีมา หนองคาย ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง กระบี่ ตรัง

สูญเสียเนื้อที่ป่าไม้มาก คือจังหวัดที่เคยมีป่าไม้ปกคลุมมากกว่า 70% ในอดีตแต่ในปัจจุบันลดลงอยุ่ในช่วง 50-70% ได้แก่ จังหวัดลำพูน อุตรดิตถ์ อุทัยธานี กาญจนบุรี เพชรบุรี ระนอง  ,จังหวัดที่เคยมีป่าไม้ปกคลุมกว่า 50% แต่ในปัจจุบันลดลงอยู่ในช่วง 25-50 % ได้แก่ จังหวัดเชียงราย พิษณุโลก สุโขทัย ชัยภูมิ เลย จันทบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี ราชบุรี ภูเก็ต สุราษฏร์ธานี และ จังหวัดที่เคยมีป่าไม้ปกคลุม 25-50 % แต่ในปัจจุบันลดลงจนน้อยกว่า 25 % ได้แก่จังหวัดนครสวรรค์ ขอนแก่น บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ อำนาจเจริญ อุดรานี อุบลราชธานี ลพบุรี สุพรรณบุรี นครศรีธรรมราช สงขลา รวมถึงพิจิตร ที่เคยมีป่าไม้อยู่ถึงเกือบ 20 % แต่ปัจจุบันแทบจะไม่มีป่าไม้เหลืออยู่เลย 

จังหวัดที่สูญเสียป่าไม้ปานกลาง คือจังหวัด จังหวัดที่เคยมีป่าไม้ปกคลุมมากกว่า 70% ในอดีตและในปัจจุบันลดลงแต่ยังคงมีป่าไม้มากกว่า 70% ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่  ตาก น่าน แม่ฮ่องสอน และ ลำปาง,จังหวัดที่เคยมีป่าไม้ปกคลุมกว่า 50% ในปัจจุบันลดลงแต่ยังคงมีป่าไม้มากกว่า 50 % ได้แก่ จังหวัดแพร่ พะเยา และ จังหวัดที่เคยมีป่าไม้ปกคลุม 25-50 % ในปัจจุบันลดลงแต่ยังคงมีป่าไม้มากกว่า 25 % ได้แก่จังหวัดยะลา รวมถึง จังหวัดมหาสารคาม ร้อยเอ็ด หนองบัวลำภู สระแก้ว ชัยนาท สระบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร ปัตตานี และพัทลุง ที่เคยมีป่าไม้อยู่บ้างและในปัจจุบันก็ยังมีเนื้อที่ป่าไม้เหลืออยู่ ซึ่งในกลุ่มนี้ อาจจะรวมถึง กรุงเทพมหานคร และพระนครศรีอยุธยาไว้ด้วยก็ได้

นอกจากนี้ยังพบว่าข้อมูลเนื้อที่ป่าไม้เพิ่มขึ้นในจังหวัด มุกดาหาร และนราธิวาส ไม่เพียงพอในการวิเคราะห์ดังกล่าวเนื่องจากไม่มีข้อมูลในช่วงก่อนปี 2525 อาจเนื่องมาจากภาพดาวเทียมมีเมฆปกคลุมมาก

แม้ว่าในปัจจุบันภาพรวมของเนื้อที่ประเทศไทยจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ตามข้อมูลเปรียบเทียบ พ.ศ. 2547 และ 2552 ดังที่ได้กล่าวแล้ว โดยแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นในภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ (ภาคกลางและภาคตะวันออก ยังมีแนวโน้มลดลง) เมื่อพิจารณาข้อมูลรายจังหวัดสามารถจัดกลุ่มพื้นที่จังหวัดตามเนื้อที่ป่าไม้ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ต่อไปนี้

- พื้นที่จังหวัดที่มีข้อมูลเนื้อที่ป่าไม้เพิ่มขึ้น 1-5% ของเนื้อที่จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก อุตรดิตถ์ อุทัยธานี ขอนแก่น มหาสารคาม สุรินทร์ หนองบัวลำภู อุบลราชธานี สระแก้ว สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สระบุรี กาญจนบุรี เพชรบุรี ราชบุรี กระบี่ ชุมพร นครศรีธรรมราช ระนอง สงขลา และสุราษฏรธานี ในจำนวนนี้ พบว่าจังหวัดลำปาง ลพบุรี พังงา มีเนื้อที่ป่าไม้เพิ่มขึ้นสูงเกิน 5 % ของเนื้อที่จังหวัด และพบว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว จังหวัดภูเก็ตมีพื้นที่ป่าไม้เพิ่มขึ้นถึง 10.14 % ของเนื้อที่จังหวัด
- พื้นที่จังหวัดที่มีข้อมูลเนื้อที่ป่าไม้คงที่ หรือเพิ่มขึ้นลดลงไม่เกิน 0.5% ของเนื้อที่จังหวัด ได้แก่  นครสวรรค์ พิจิตร นครราชสีมา บุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ จันทบุรี กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง นราธิวาส ยะลา 
- พื้นที่จังหวัดที่มีข้อมูลเนื้อที่ป่าไม้ลดลง 1-3% ของเนื้อที่จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร เชียงราย ตาก พะเยา แม่ฮ่องสอน ลำพูน สุโขทัย กาฬสินธุ์ ชัยภูมิ มุกดาหาร ยโสธร สกลนคร อุดรราชธานี ระยอง  ตรัง และมีข้อมูลเนื้อที่ป่าไม้ลดลงประมาณ 5-9 %ของเนื้อที่จังหวัด ได้แก่จังหวัดตาก น่าน แพร่ นครพนม ตราด ประจวบคีรีขันธ์ ในขณะที่จังหวัดสตูลมีเนื้อที่ป่าไม้ลดลงถึง 11.18 % ของเนื้อที่จังหวัด


ที่มา : มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น